Home ข้อคิด ให้กำลังใจ ชีวิตยุ่งเหยิงได้ล้มเหลวได้เครียดได้หยุดได้ และพัฒนาได้ชีวิตอยู่ในกำมือของเรา

ชีวิตยุ่งเหยิงได้ล้มเหลวได้เครียดได้หยุดได้ และพัฒนาได้ชีวิตอยู่ในกำมือของเรา

8 second read
ปิดความเห็น บน ชีวิตยุ่งเหยิงได้ล้มเหลวได้เครียดได้หยุดได้ และพัฒนาได้ชีวิตอยู่ในกำมือของเรา
0

ชีวิตที่ไม่คาดหวัง

“นักเขียนส่วนใหญ่จะรู้สึกทุกข์ทรมานเมื่อต้องเจอกับช่วงเวลาที่ความคิดตีบตัน เมื่อเขานั่งลงเขียน แต่กระดาษตรงหน้า

กลับว่างเปล่า ไม่มีความคิดที่ดีพอ และถ้อยคำที่ผ่านเข้ามาในหัวก็ล้วนน่าเบื่อและไร้ประโยชน์

ดีพัก โชปรา (Deepak Chopra) ยกเรื่องของเฮมิงเวย์เป็นตัวอย่ างของคนที่ล้มเหลวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเครียด

ซึ่งจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับดีกรีของความคาดหวัง

ก่อนหน้าวันที่ 2 กรกฎาคม 1961 คงไม่มีใครคาดคิดว่าเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (Ernest Hemingway ค.ศ. 1899 – 1961)

นักเขียนเจ้าของรางวัลโนเบลจะมีจุดจบเช่นนี้ มันสืบเนื่องมาจากความกลัดกลุ้มเ พ ร า ะเขาได้รับมอบหมายให้เขียน

คำสดุดีในงานฉลองรับตำแหน่งของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้

เฮมิงเวย์รู้สึกถูกกดดันจากชื่อเสียงของตัวเอง ทำให้เขาเขียนไม่ออกและตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าอย่ างรุนแรง รวมกับประวัติ

ส่วนตัวที่มีอาการติดเหล้าและมีคนในครอบครัวเคยอย ากจากโลกนี้ไป เฮมิงเวย์จึงตัดสินใจจบชีวิตด้วยการยิงตัวเอง

ดีพักอธิบายว่า การคาดการณ์ไม่ได้ (unpredictability) และความไม่แน่นอน (uncertainty) เป็นเหมือนด้านสองด้านของ

เหรียญอันเดียวกัน คือเมื่อพูดถึงสิ่งหนึ่ง คนก็มักจะนึกถึงอีกสิ่งหนึ่งโดยอัตโนมัติ ทว่าทั้งสองอย่ างนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง

“คนที่คาดหวังก็มักจะเจอกับความผิดหวัง

แต่คนที่ใช้ชีวิตไปตามปกติบนความไม่แน่นอน

(ที่ใครๆ ก็ต้องเจอเหมือนกัน) มักจะประสบความสำเร็จ”

คนที่อยู่กับความคาดหวังมีโอกาสเป็นโรคเครียดสูงมาก เ พ ร า ะคิดว่าชีวิตคือสูตรสำเร็จ ใส่ส่วนผสมแบบนี้ต้องได้ผลลัพธ์

ออกมาแบบนี้ ทั้งที่จริงๆ แล้วชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องคาดเดาไม่ได้

ส่วนคนที่อยู่กับความไม่แน่นอนอาจจะไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้า ซึ่งทำให้เกิดความเครียดได้เช่นกัน แต่ความไม่แน่นอน

ก็จะกลายเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาช เ พ ร า ะถ้ามนุษย์รู้ทุกสิ่งทุกอย่ าง คงไม่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นโลกนี้

คงน่าเบื่อ และสิ่งเดียวที่มนุษย์ต้องใช้ในการแปรเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นโอกาสคือ ความคิดสร้างสรรค์

ถ้าความแน่นอนมีจริง คุณหมอหนุ่มน่าจะมีความสุขกับชีวิตมาก ทว่าความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม ภาระหน้าที่ที่หนักหน่วง

ทำให้ดีพักใช้ชีวิตอย่ างไม่ใส่ใจ ดื่มกาแฟทีละกา สูบบุหรี่ วันละหลายซอง และนอนไม่หลับเลยถ้าไม่ได้ดื่มเหล้าสก็อตช์

อย่ างไรก็ดีท่ามกลางชีวิตที่วุ่นวายยุ่งเหยิงเขาก็เริ่มเห็นสิ่งที่แพทย์ด้วยกันมองข้ามนั่นคือการแพทย์สมัยใหม่ไม่สามารถ

ช่วยคนไข้ได้อย่ างแท้จริง

“ทั้งหมดที่ผมทำคือการดูแลอาการของผู้ป่วยคนแล้วคนเล่า

และเขียนใบสั่งย าราวกับว่าเป็นเซลส์ที่ปั่นยอดใบสั่งย าเท่านั้น”

วันหนึ่งในปี 1983 ดีพักได้เจอหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับการทำสมาธิแบบทีเอ็ม* ซึ่งคิดค้นโดย มหาริชี มเหช โยคี (Maharishi

Mahesh Yogi) หลังจากอ่านจบ ดีพักก็ปฏิบัติตามวิธีที่บอกไว้ในหนังสือ และยังชวนภรรย าให้ปฏิบัติด้วย จนในที่สุดสามารถ

เลิกพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบเก่าได้ภายในเวลาแค่ 2 เดือน

เขาและภรรย าตัดสินใจเดินทางไปที่ประเทศอินเดีย เพื่อศึกษาศาสตร์การรักษาแบบอินเดียโบราณ ดีพักได้เข้าคอร์สของ

มหาริชี มเหช โยคี และได้ร่ำเรียนศาสตร์การรักษาแบบองค์รวม ที่ใช้สมุนไพรและการทำโยคะร่วมกับการทำสมาธิ ซึ่ง

เรียกรวมกันว่า อายุรเวท กับโยคีท่านนี้ เมื่อกลับมาถึงสหรัฐอเมริกา เขาได้เปิดศูนย์การรักษาแบบอายุรเวท และเป็น

ตัวแทนขายผลิตภัณฑ์จำพวกสมุนไพรตำรับมหาริชีด้วย (แต่ภายหลังได้แยกตัวเป็นเอกเทศ)

ปี 1985 ดีพักกลายเป็นคุณหมอที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ประสานศาสตร์การรักษาแบบตะวันตกและตะวันออกเข้าไว้ด้วยกัน

เป็นคนแรก เขาให้ความสำคัญกับจิตใจของคนไข้อย่ างที่ไม่เคยมีหมอในโลกตะวันตกคนไหนเคยทำมาก่อน และสามารถ

ช่วยผู้ป่วยให้หายได้จริง แม้แต่คนที่เป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายก็รักษาหายมาแล้ว (หรือแม้ไม่หาย คนไข้ก็จะสบายใจขึ้น) ส่วน

คนที่ไม่ป่วยกายแต่ป่วยใจ ก็ได้พลังชีวิตจากการอ่านหนังสือหรือฟังการบรรย ายของเขาทำให้ดีพักได้รับรางวัลด้านการ

แพทย์นับไม่ถ้วน ในปี 1999 นิตยสาร ไทม์ ยกย่องให้ดีพักเป็นหนึ่งในร้อยบุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลกในศตวรรษที่ 20

แม้แต่ เลดี้กาก้า นักร้องสาวที่ดังที่สุดของปีนี้ก็ยังออกปากว่า ดีพักคือคนที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของเธอมากที่สุด

ในเบื้องต้นดีพักจะสอนให้คนไข้ลดความเครียดของตัวเองด้วยการฟังเสียงเตือนจากร่างกาย เขายังให้คนไข้ปรับวิธีการใช้

ชี วิ ต เช่น กิ น ใ ห้ ถูกวิธี ปฏิบัติสมาธิ มองโลกในแง่บวก และที่พูดถึงมากที่สุดคือ ให้มี จิตสำนึกของจักรวาล (Cosmic

Consciousness) ดีพักอธิบายว่า เนื้อแท้ของมนุษย์คือจิตสำนึก (Consciousness) ซึ่งทุกคนสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้

ถ้าเราอย ากให้โลกสงบสุขวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือหาความสงบให้ตัวเอง ไม่ตัดสินคนอื่น ให้อภัยไม่โกรธแค้น ฯลฯ เ พ ร า ะ

เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

“เมื่อใดก็ตามที่คุณตระหนักถึงจิตวิญญาณที่อยู่ในสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว เช่น เมื่อมองดอกไม้ คุณเห็นความงดงามล้ำค่าของมัน

เมื่อมองโทรศัพท์สักเครื่อง โต๊ะสักตัว รองเท้าสักข้าง แล้วมองเห็นความไม่สิ้นสุดของมัน เมื่อนั้นความเป็นนิรันดร์จะปรากฏ

อยู่ทุกหนทุกแห่ง…คุณจะเห็นโลกทั้งใบที่สร้างขึ้นจากมือของตัวเอง”

ชีวิตที่เต็มไปด้วยความสับสนในอดีต คลี่คลายมาเป็นชีวิตที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน ทำให้ดีพักมั่นใจอย่ างเต็มที่ที่จะ

ส่งสารออกไปว่า ชีวิตอยู่ในกำมือของเรา…ชีวิตยุ่งเหยิงได้ ล้มเหลวได้ เครียดได้ ช้าได้ หยุดได้ และพัฒนาได้เช่นกัน…

แต่อย่ าลืมว่า เราต้องอยู่ด้วย ความหวัง ไม่ใช่ความคาดหวัง

Load More Related Articles
Load More By คิดสิ
Load More In ข้อคิด ให้กำลังใจ
Comments are closed.

Check Also

การเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนไหวง่าย..ล้วนส่งผลทั้งด้านดีและไม่ดี

คนที่มีจิตใจอ่อนไหวง่ายจะรับรู้ถึงสิ่งต่างๆได้ดีกว่าคนอ … …