Home เรื่องของความรัก ถึงชีวิตจะผ่านอะไรมาหนักๆแต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้มีวันนี้ได้อีกครั้งคือ การคิดบวก

ถึงชีวิตจะผ่านอะไรมาหนักๆแต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้มีวันนี้ได้อีกครั้งคือ การคิดบวก

0 second read
ปิดความเห็น บน ถึงชีวิตจะผ่านอะไรมาหนักๆแต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้มีวันนี้ได้อีกครั้งคือ การคิดบวก
0

เรื่องจริงปวดใจ ของผู้หญิงไม่มีรัก และเจ็บช้ำซ้ำซาก

ความรัก ระหว่างพ่อและแม่เป็นอย่ างไร ฉันไม่เคยสัมผัส แต่ถึงอย่ างนั้น ก็ยังถือว่าตัวเองเป็นคนโชคดี เ พ ร า ะอย่ างน้อยๆ

ฉันก็มีโอกาสได้ลืมตาดูโลกและได้รู้จักชีวิตในแง่มุมต่างๆ…ในขณะที่เด็กอีกหลายคนไม่มีโอกาสนั้น

หลังฉันลืมตาดูโลกเพียงสามเดือนพ่อกับแม่ก็แยกทางกัน พ่อนำฉันมาทิ้งไว้กับปู่และย่ า แล้วก็ไปขับรถสิบล้อที่ต่างจังหวัด

นาน ๆครั้งถึงจะกลับบ้าน แต่พอกลับมาพ่อก็ไปอยู่กับภรรย าใหม่ที่บ้านอีกหลังหนึ่ง ชีวิตฉันจึงกลายเป็นว่า “มีพ่อก็เหมือน

ไม่มี” แต่อะไรก็ยังไม่ช้ำใจมากเท่ากับที่ท่านไม่เคยให้ฉันเรียกว่า “พ่อ” เลยตั้งแต่เกิดมา สั่งให้เรียก “พี่” ตลอด

บ้านที่ฉันอยู่ เราอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีย่ าและสามีใหม่ของย่ า ลุง อาผู้ชาย และหลาน ๆ อีก 2 – 3 คน ทุกคน

ดูมีอิสระในการใช้ชีวิตเต็มที่ จะมีก็แต่ฉันที่ถูกเคี่ยวเข็ญมากกว่าใคร ซึ่งนั่นอาจจะด้วยความที่ฉันเป็นหลานสาวคนโตของ

บ้าน ผิดนิดผิดหน่อยก็มีทั้งบ่น ทั้งด่า รวมทั้งลงไม้ลงมือทำโทษแรง ๆ เพื่อให้หลาบจำไม่มีใครรู้หรอกว่าการลงโทษแต่

ละครั้งฉันไม่ได้เจ็บแค่กาย แต่กลับเจ็บลึกลงไปถึงหัวใจ และทำให้ฉันบอกตัวเองว่า “ต่อไปอย่ าพูดมากนะใครให้ทำ

อะไรอย่ าปฏิเสธนะ เ พ ร า ะไม่อย่ างนั้นจะต้องโดนลงโทษแน่ๆ”

ความหวาดกลัวที่ว่านี้ติดตัวฉันมาตลอดจนเข้าเรียน ป.1 จำได้แม่นว่าวันนั้นฉันปวดท้องอย ากเข้าห้องน้ำมาก แต่ก็ไม่กล้า

บอกครู อึกอัก ๆ จนในที่สุดก็อึราดในห้องเรียน นับจากวันนั้นฉันก็โดนเพื่อน ๆ ล้อมาจนจบ ป.6 แต่ถึงอย่ างนั้นฉันก็

ยังคงนิ่ง ไม่กล้าพูด ไม่กล้าปฏิเสธ ไม่กล้าบอกความต้องการของตัวเอง…เหมือนเดิม

พอขึ้นชั้น ม.2 แววเกเรก็เริ่มออก ฉันประเดิมด้วยการโดดเรียนไปดูหนังกับเพื่อนแล้วก็ไม่ยอมกลับบ้าน ปรากฏว่า วันนั้น

พ่อเกิดกลับมาพอดี พอรู้ว่าฉันไม่ได้กลับบ้านเท่านั้นแหละ พ่อเที่ยวออกตามหาทั้งคืน แต่กว่าจะเจอฉันก็ตอนเย็นของวัน

รุ่งขึ้นแล้ว พ่อไม่พูดพร่ำทำเพลง กระหน่ำทั้งกำปั้นและฝ่ามือใส่ฉันทันทีด้วยความโกรธ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการสั่งห้าม

ไม่ให้ฉันไปโรงเรียนอีกต่อไป ความเป็นเด็กทำให้ฉันต้องก้มหน้ายอมรับคำตัดสินของผู้ใหญ่แต่โดยดี ทั้งที่เรื่องก็ไม่ได้

คุนแรงถึงขนาดนั้น แต่ฉันต้องออกจากโรงเรียนทั้ง ๆ ที่ยังเรียนไม่จบชั้น ม.2 เพื่อมาช่วยงานที่บ้าน

หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็พบกับ “รักแรก” ในชีวิต ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เราคบหากัน แต่ตลอดเวลาที่เรา

อยู่ด้วยกัน ฉันรู้สึกว่าเขาคือผู้ชายที่ฉันรักและต้องการมากที่สุดในโลก เพียงแค่เขายิ้มให้ฉัน เรากอดกันเบาๆ 

จับมือกันแน่น ๆ หัวใจของฉันก็ล่องลอยไปไกลแสนไกลแล้ว ที่สำคัญ สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันรู้ว่า สิ่งที่ฉันหาย

และกำลังตามหาอยู่ก็คือ…“ความรัก” นั่นเอง

แต่จะด้วยความเป็นเด็กของเราทั้งคู่ก็ดี หรือจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่นานนักเราทั้งคู่ก็เลิกรากันไป หัวใจของฉันว่างอยู่

ได้ไม่นาน ฉันก็พบกับรักครั้งที่สอง รักครั้งนี้ทำให้ฉันมีความสุขและคิดถึงอนาคตจนตัดสินใจไปเรียน กศน. แต่เรียนไป

ได้สักพักฉันก็เกิดตั้งท้องขึ้นมา! เหตุการณ์ตอนนั้นเหมือนละครน้ำเน่าไม่มีผิด เมื่อฝ่ายชายบอกกับฉันด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

ว่า “ผมยังมีอนาคตอีกไกล คงจะรับผิดชอบเธอและลูกในท้องไม่ได้ เอาเด็กออกเถอะ”

ถึงฉันจะเสียใจกับคำตอบของชายคนรักคนที่กำลังจะเป็นพ่อของลูกมากเพียงใดก็ตาม แต่นั่นก็ไม่มากเท่ากับคำพูดจาก

ครอบครัวของฉันเองที่สนับสนุนให้เอาเด็กออกท่าเดียว ไม่มีทีท่าจะห้ามปรามยับยั้งใด ๆ เลย

ดังนั้น ไม่กี่วันต่อมา แฟนของฉันก็มารับฉันไปที่คลินิกแห่งหนึ่ง ความรู้สึกตอนที่ขึ้นขาหยั่งมันแย่เสียยิ่งกว่าแย่ ฉันกลัว

จนตัวสั่นไปหมด ไม่มั่นใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป และทันทีที่หมอเริ่มใช้เครื่องมือควานหาเด็ก ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น

ถึงกับทำให้ฉันภาวนาขอให้มีคนมาช่วยฉันออกไปจากตรงนี้ที รวมทั้งอย ากได้ยินใครสักคนบอกฉันว่า “ไม่เป็นไรนะ

เข้าใจทุกอย่ างที่เกิดขึ้น อย่ าทำอย่ างนี้เลย ลงมาเถอะลูก” แต่นั่นก็เป็นได้แค่ความคิดเท่านั้น ร่างของฉันยังคงอยู่

บนขาหยั่งและทุกอย่ างก็ดำเนินต่อไปด้วยความเจ็บปวด

โชคดีที่ฉันผ่านฝันไม่ดีนั้นมาได้โดยไม่มีอาการตกในร่างกายหรือติดเชื้อตามมา เมื่อทุกอย่ างเสร็จสิ้น แฟนคนนี้ก็โบกมือ

ลาฉันไป ถึงจะเสียใจแค่ไหน แต่ชีวิตต้องเดินต่อไป คราวนี้ฉันตัดสินใจไปร้องเพลงที่คาเฟ่ตามที่เพื่อนชวน เพื่อหา

รายได้เลี้ยงตัวเอง จนกระทั่งสามารถเรียนจบ กศน.ได้วุฒิ ม.3 มา

จากนั้นฉันก็พบรักครั้งที่สาม แฟนคนนี้ดูจะเป็นคนดีกว่าใคร เขาสนับสนุนให้ฉันเรียนต่อ ม.4 ยอมเจียดค่าขนมของตัวเอง

เพื่อให้ฉันได้ไปโรงเรียนทุกวัน ๆ แต่ไม่นานนักหนังม้วนเดิมก็ย้อนกลับมาฉายใหม่อีกครั้ง นางเอกตั้งท้อง พระเอกไม่

พร้อมด้วยเหตุผลเดิม ๆ “ผมยังไม่พร้อม ผมยังต้องมีอนาคตต่อไป” ถึงจะปวดใจแค่ไหน แต่ฉันก็ตัดใจไปจากเขา

ไม่ได้จริง ๆ ถึงต้องเจ็บต้องเสี่ยงฉันก็ยอม

ทุกอย่ างผ่านพ้นไปได้เหมือนครั้งก่อน จะต่างกันก็ตรงที่ว่า ครั้งนี้มดลูกของฉันเกิดอักเสบขึ้นมา โชคดีว่ามีคุณหมอใจดี

ช่วยดูแลให้เป็นพิเศษ ฉันจึงผ่านช่วงวิกฤตินั้นมาได้อย่ างหวุดหวิด แต่ต่อจากนั้นทุกอย่ างก็เข้ารอยเดิม ด้วยความกลัว

ว่าแฟนจะไม่รัก กลัวแฟนไปมีคนอื่น ฉันจึงละเมิดคำเตือนของคุณหมอด้วยการยอมตามใจแฟน ในที่สุดก็ตั้งท้องอีกครั้ง

ในระยะเวลาที่ห่างกันเพียงแค่เดือนเดียว!

ถึงจะรู้ว่าการทำแท้งติด ๆ กันจะมีความเสี่ยงต่อชีวิตสูงชนิดเป็น-เสียเท่ากัน แต่ฉันก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว 

เ พ ร า ะถ้าไม่ทำ ฉันก็ไม่รู้ว่าจะมีปัญญาเลี้ยงเด็กที่เกิดมาได้อย่ างไร สุดท้ายคุณหมอท่านเดิมก็ช่วยจัดการ

เรื่องนี้ให้จนสำเร็จ เหลือทิ้งไว้แต่มดลูกที่บอบช้ำอย่ างหนัก…จนฉันรู้ดีว่าต่อไปนี้คงจะมีลูกไม่ได้อีกแล้ว

หลังจากหายดี ฉันก็ได้รับข่าวไม่ดีว่าครอบครัวของแฟนสั่งให้เราเลิกคบกันเชียว ซึ่งแฟนก็ยอมแต่โดยดี คราวนี้เมื่อไม่มี

เขาอีกแล้ว ฉันก็ไม่รู้ว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร ฉันหันกลับมาหางานทำเลี้ยงตัวเอง แต่ก็ต้องเผชิญทั้งการถูกหลอกถูกดูถูก

ต่าง ๆ นานา เ พ ร า ะฉันมีวุฒิติดตัวแค่ ม.3 เท่านั้น สุดท้าย เมื่อไม่มีทางอื่นให้เลือกอีกแล้วจริง ๆ ฉันจึงตัดสินใจไป

“ขายบริการ” ที่หาดใหญ่พร้อมกับเพื่อนที่อยู่ข้างบ้าน

อาชีพนี้ทำให้ฉันขยะแขยงตัวเองไม่น้อยเ พ ร า ะไหนจะต้องยุ่งเกี่ยวกับคนแปลกหน้า ไหนจะต้องฝืนทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวเรา

แต่เพื่อ “รายได้” เลี้ยงตัวเองและครอบครัวแล้ว ฉันจำเป็นต้องยอม เชื่อไหมว่า แม้จะทำอาชีพอย่ างนี้ก็ยังนับว่าตัวเอง

โชคดี เ พ ร า ะลูกค้าส่วนใหญ่มาซื้อบริการในลักษณะ “เพื่อนเที่ยว” ฉันจึงได้ไปกิน ดื่ม เที่ยวมาแล้วเกือบทั่วภาคใต้

และที่ถือว่าโชคดีที่สุดก็คือ ตั้งแต่ทำงานนี้มา ฉันป้องกันตัวเองอย่ างดีมาตลอด ได้เจอแขกที่ไม่ใช้ความรุนแรง

ไม่อย่ างนั้นแล้วฉันอาจจะโชคไม่ดีเหมือนเพื่อนคนหนึ่งที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ตั้งแต่อายุเพียง 28 ปีเท่านั้น

การจากไปของเพื่อนในครั้งนั้น ทำให้ฉันเริ่มรู้สึกว่าฉันต้องรีบผลักตัวเองออกมาจากอาชีพนี้ให้เร็วที่สุด ฉันจึงตัดสินใจ

เปลี่ยนงานเพื่อตัวเองและเพื่อแฟนใหม่ (เ พ ร า ะไม่อย ากให้เขารู้ว่าฉันทำงานอะไร) ทว่าไม่นานนัก รักที่เคยหวานก็

เริ่มขมลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็เลิกรากันไป คราวนี้ฉันเสียใจอย่ างหนัก เอาแต่ร้องไห้ เก็บตัวอยู่ในห้อง ไม่กิน ไม่นอน

เครียดมากจนอย ากหายไปจากโลก โชคยังดีที่ฉันมีสติพอที่จะโทรศัพท์กลับไปหาคุณอา ขอให้ท่านมารับกลับบ้าน

ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจทำอะไรโง่ ๆ ลงไป

หลังกลับมาอยู่กรุงเทพฯ พอฟื้นฟูสภาพจิตใจได้สักพัก ฉันก็กลับไปร้องเพลงในคาเฟ่อีกครั้ง ส่วนหัวใจก็ยังเรียกร้อง

หาความรักอีกเหมือนเคย คราวนี้เรียกว่าเนื้อหอมที่สุด เ พ ร า ะมีทั้งแฟน ทั้งกิ๊กวุ่นวาย แต่สุดท้ายก็เลิกรากันไปหมด

จนกระทั่งได้มาเจอกับแฟนอีกคน ซึ่งเปลี่ยนชีวิตฉันให้กลับมาเรียนหนังสืออีกครั้ง

คราวนี้ฉันตัดสินใจเลือกเรียนอาชีวะ เ พ ร า ะอย ากได้วุฒิการศึกษาที่สามารถใช้ทำงานได้เลย ฉันตั้งหน้าตั้งตาเรียน

ทำกิจกรรมทุกอย่ าง ผลปรากฏว่า แค่เทอมแรกฉันก็สามารถคว้าที่หนึ่งมาได้ ไม่ใช่ที่โหล่หรือรองสุดท้ายของห้อง

อย่ างที่เคยได้มาตลอด ความสำเร็จเล็ก ๆ นี้ทำให้ฉันรู้ว่า “คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงกันได้ ถ้าตั้งใจจริง ฉันก็

เรียนได้ไม่แพ้ใครเหมือนกัน”

ด้วยผลการเรียนที่ดีเยี่ยมตลอดสามปีทำให้ฉันเริ่มคิดจะเรียนให้สูงขึ้นไปอีก แต่ก็ติดขัดว่าสาขาที่ฉันต้องการเรียนนั้นไม่มี

เปิดสอน สุดท้ายฉันก็ระหกระเหินกลับไปทำงานคาเฟ่บ้าง เปิดร้านเหล้าบ้าง แม้กระทั่งเปิดคาร์แคร์ แต่สุดท้ายก็ไม่ต่าง

จากการมีความรักที่ต้องจบลงด้วยความเศร้าและการเลิกราทุกทีไป

ฉันเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมถึงเจอแต่คนไม่ดีเข้ามาในชีวิต มีแฟนกี่คนก็เลิก”

ฉันจึงเริ่มควานหาคำตอบทั้งจากการฟัง การอ่านหนังสือธรรมะ รวมทั้งอ่านหนังสือเรื่อง เข็มทิศชีวิต เขียนโดย ครูอ้อย –

ฐิตินาถ ณ พัทลุง ฉันเกิดความคิดว่าอย ากไปเรียนกับครูอ้อยดูบ้าง แต่ก็ติดขัดเรื่องเงิน ทว่าในที่สุดธรรมะก็จัดสรรให้ฉั

นได้เรียนสมใจ เมื่อมีคนเสนอให้ฉันยืมเงินโดยไม่คาดคิด

วันแรก ๆ ที่ไปเรียน ฉันรู้สึกเศร้าเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งเวลาผ่านไปราวหนึ่งสัปดาห์ ฉันก็เริ่มสัมผัส

ได้ว่าตัวเองเปลี่ยนไป ฉันกลายเป็นคนนิ่ง ๆ ถามคำตอบคำ หัวร่อต่อกระซิกกับแขกที่มาเที่ยวคาเฟ่ไม่เป็น แถมยังเริ่ม

“กล้าปฏิเสธ” ไม่ออกไปกับแขก (เป็นครั้งแรกในชีวิตที่กล้าปฏิเสธคน) เ พ ร า ะรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้ไม่ใช่ตัวเองไม่ใช่

สิ่งที่ชอบ จนในที่สุดเพื่อน ๆ ร่วมอาชีพก็ลงความเห็นว่าฉันคงทำงานนี้ต่อไปไม่ได้แล้วฉันจึงลาออกจากคาเฟ่ตั้งแต่

วันนั้น ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับฉันเป็นเ พ ร า ะฉันเข้าใจแล้วว่า ความผิดพลาดในชีวิตที่ผ่านมาเกิดจากปม

ในใจที่รู้สึกว่าถูกพ่อทอดทิ้งตั้งแต่เล็ก ๆ ไม่มีใครรัก ไม่มีใครเข้าใจ

พอโตขึ้นมา ฉันจึงโหยหาความรักและไขว่คว้า “สัมผัส” จากเพศตรงข้าม เพื่อมาเติมเต็มส่วนที่หาย โดยที่ไม่ได้คิดถึง

เรื่องเ ซ็ ก ซ์อะไรแบบนั้นเลย แค่เพียงกอดกันจับมือกันเฉย ๆ ฉันก็รู้สึกดีแล้ว แต่ที่ทุกอย่ างมักจะเลยเถิดไป ก็เนื่อง

จากว่าผู้ชายมองโลกอีกอย่ าง และไม่เข้าใจว่าผู้หญิงอย่ างฉันต้องการอะไรกันแน่ ความหวาดกลัวต่าง ๆ ที่มีมาแต่

เด็กเมื่อผสมกับการโหยหาความรักอย่ างรุนแรง จึงทำให้ฉันไม่กล้าปฏิเสธผู้ชายทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต จะให้ทำ

อะไรก็ยอมทั้งนั้น ขอเพียงแค่คุณอยู่กับฉัน ให้ความอบอุ่นกับฉันก็พอ ไม่ต้องการอะไรมากกว่านี้ นี่จึงเป็นที่มาของ

ความเจ็บปวดแบบซ้ำซากที่ฉันต้องเผชิญมากว่า 10 ปี

โชคดีที่ฉันนึกเอะใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่ปล่อยให้ทุกอย่ างดำเนินไปเหมือนแต่ก่อนอีก ฉันจึงค้นพบว่า “ที่จริงแล้ว

ความสุขนั้นสำคัญกว่าความรัก สำคัญกว่าสัมผัสใด ๆ ที่เคยต้องการเสียอีก สุขจากการที่ได้สัมผัสหลาย ๆ อย่ างรอบ ๆ

ตัวเรา ไม่ต้องขวนขวายมากมาย แค่เห็นลมพัดดอกหญ้าเล็ก ๆ แล้วยิ้มได้ก็พอแล้ว”

หลังตัดสินใจลาออกจากคาเฟ่ รายได้ก็หดหาย แต่ถึงแม้จะมีคนแนะนำให้ไปทำงานง่าย ๆ รายได้ดี ๆ อีก ฉันก็ “ไม่ทำ

แล้วค่ะ” ฉันกล้าปฏิเสธทุกคนกลับไปอย่ างหนักแน่นและพย าย ามใช้ชีวิตด้วยเงินเก็บก้อนสุดท้ายที่มี ซึ่งกว่าจะรู้ตัวอีกที

ฉันก็เหลือเงินติดก้นกระเป๋าอยู่แค่ 21 บาทเท่านั้น!

แต่ชีวิตยังต้องดิ้นรนต่อไป ฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกวาดตามองดูของในห้องว่าพอจะมีอะไรเปลี่ยนเป็นเงินได้บ้าง

และแล้วฉันก็ลองเปิดดูในตู้เย็น โชคดีที่ฉันชอบทำซูชิกินเอง ในตู้เย็นจึงยังพอมีวัตถุดิบพวกไข่กุ้ง ปูอัดเหลืออยู่ ฉัน

ไม่รอช้า รีบหุงข้าวญี่ปุ่นตามสูตรที่เคยร่ำเรียนสมัยเรียนพาณิชย์ วันนั้นฉันปั้นซูชิออกมาได้ราว 20 – 30 ชิ้น ไป

ตระเวนขายเพื่อน ๆ ในคอนโดจนหมด ได้เงินกลับมาถึง 200 บาท

ถึงจะเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่ก็ทำเอาฉันยิ้มจนแก้มปริ เ พ ร า ะเริ่มมองเห็นทางออกของชีวิตชัดขึ้นเรื่อย ๆ ต่อไปนี้ฉัน

จะทำซูชิขาย ทำแค่พอกินพอใช้ เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อย ๆ ก้าวน้อย ๆ แต่มั่นคงและเต็มไปด้วยความสุขก็พอไม่ต้อง

ดิ้นรนขวนขวายอะไรให้มากมายแล้ว

ถึงชีวิตของฉันจะผ่านอะไรมามากมาย ได้รับบทเรียนหนัก ๆ มาหลายอย่ าง แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันกลับมามีวันนี้

ได้อีกครั้งคือ “การคิดบวก” ซึ่งประโยคที่ฉันมักจะบอกตัวเองเสมอ ๆ คือ “ฉันโชคดี” ขอเพียงมองเห็นความ

โชคดีในความโชคไม่ดีให้ได้ ทุกอย่ างก็จะดีขึ้นเอง 

Load More Related Articles
Load More By คิดสิ
Load More In เรื่องของความรัก
Comments are closed.

Check Also

5 วิธีสังเกตุธาตุแท้ของคน..คนไหนจริงใจคนไหนแค่หวังผลประโยชน์

ลองสังเกตุดูคนประเภทนี้ดีแต่ปากไม่จริงใจมักทิ้งให้เราลำ … …